สินค้าประหยัดน้ำมัน ชุดสำเร็จรูปมีจำหน่ายแล้วราคาพิเศษ dv hydrogen 

                  
  

       Mainmenu

        อาหารเสริม
        เสริมสุขภาพ
       หมวดพลังงาน
            สินค้าทั่วไป
 
             สมุนไพร

 
หนังสือพิมพ
@
เดลินิวส์
@ ไทยรัฐ
@ ไทยโพสต์
@ มติชน
@ มติชนสุดสัปดาห์
@ ข่าวสด
@ ประชาชาติธุรกิจ
@ คมชัดลึก
@
ผู้จัดการ
@ ผู้จัดการรายสัปดาห์
@ ผู้จัดการรายเดือน
@ โพสต์ทูเดย์
@ กรุงเทพธุรกิจ
@ กรุงเทพธุรกิจ Biz week
@ ฐานเศรษฐกิจ
@ เส้นทางเศรษฐกิจ
@ แนวหน้า
@ สยามรัฐ
@ Bangkok Post
@ เนชั่น
@ เนชั่นสุดสัปดาห์
@ สยามธุรกิจ
@ กระแสหุ้น
@ บ้านเมือง
@ เทเลคอม เจอร์นัล
@ เนชั่นแชนแนล
Bookmark and Share
 
สถิติวันนี้

45 คน

สถิติเมื่อวาน

42 คน

สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด

1680 คน
134728 คน
9296361 คน

เริ่มเมื่อ 13/11/08

  

           หากกล่าวถึง “แคลเซียม” ทุกคนคงมิอาจปฏิเสธว่า นี่คือสารอาหาร ชั้นเลิศในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน และยังเปรียบประดุจหัวใจของระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกาย ทว่าปัจจุบันกลับมีสถิติของผู้ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการขาดแคลเซียมเพิ่มมากขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกกร่อน ฟันผุ ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาทำความรู้จักแร่ธาตุตัวนี้ เพื่อป้องกันมิให้ร่างกาย ต้องขาดมันไป

ความสำคัญของแคลเซียม
กลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาแคลเซียมเป็นสำคัญ นอกจากเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายของคนเราหลายต่อหลายระบบเช่น ระบบประสาทที่ต้องอาศัยแคลเซียมเป็นแร่ธาตุจำเป็นในการ-นำกระแสประสาทของเซลล์ในระบบประสาท กระบวนการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ ระบบหัวใจที่ต้องทำงานตลอดเวลาเช่นกัน นอกจากนี้แคลเซียมยังเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการแข็งตัวของเลือด อีกทั้งเป็นตัวนำสารอาหารที่สำคัญผ่านเข้าออกเซลล์ และที่สำคัญที่สุดแคลเซียมยังเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูก รวมทั้งยังทำหน้าที่เป็นสารป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วย

แคลเซียมเข้าสู่ร่างกายอย่างไร
สำหรับการทำงานของแคลเซียมจะเริ่มจากเมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารก็จะถูกกรดในกระเพาะทำให้แคลเซียมแตกตัวได้ดีขึ้นและถูกดูดซึมได้ง่ายขึ้นจากบริเวณลำไส้ส่วนต้น ซึ่งปกติแล้วร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้ประมาณร้อยละ 20-40 หลังจากนั้นแคลเซียมจะเข้าสู่เลือดผ่านไปตามระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว ไปสู่อวัยวะต่างๆ ส่วนใหญ่จะเข้าสู่กระดูก นอกนั้นเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

โดยปกติแม้กระดูกจะไม่ยืดตัวให้เห็นแต่จะมีแคลเซียมผ่านเข้า-ออกจากกระดูกถึงวันละประมาณ 700 มิลลิกรัม ซึ่งแม้ว่าเกลือแร่ที่ติดอยู่ในกระดูกดูเหมือนจะติดอยู่อย่างถาวร แต่อันที่จริงแล้ว แคลเซียมที่อยู่ในกระดูกจะถูกดึงออกพร้อมกับขบวนการละลายกระดูก (resorption) และเสริมเข้าไปพร้อมกับการสร้างกระดูกใหม่ (formation) อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับภาวะโภชนาการ ปริมาณแคลเซียม ความสมดุลของฮอร์โมนและวัย

โดยทั่วไปร่างกายจะพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้ปกติเสมอเพื่อให้อวัยวะต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปกติ ซึ่งเปรียบเสมือนว่าระดับแคลเซียมที่ปกติก็คือ จำนวนเงินที่ติดกระเป๋าอยู่สำหรับใช้จ่ายในแต่ละวัน โดยแคลเซียมส่วนที่ถูกขับออกทางปัสสาวะและแคลเซียมที่ใช้เพื่อการซ่อมแซมกระดูกเปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายประจำวัน แคลเซียมในกระดูกเสมือนเงินฝากในธนาคาร แคลเซียมรับจากอาหารเสมือนรายได้ประจำวัน ถ้ารายรับมากกว่ารายจ่ายเงินออมก็มากขึ้น เงินออมนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นการสะสมแคลเซียมในกระดูก ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่ายก็ต้องถอนจากธนาคารเพื่อนำไปใช้จ่ายก็จะทำให้เสียสมดุล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำเงินออมก็จะร่อยหรอลงไป นั่นก็เปรียบได้กับการที่ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่พอเพียงต่อความพยายามรักษาระดับแคลเซียมให้ปกติ จึงต้องมีการละลายแคลเซียมจากกระดูกมาเพิ่มให้กับเลือด ทำให้แคลเซียมในกระดูกค่อยๆ ลดลงๆ ท้ายที่สุดระดับแคลเซียมปกติหรือเงินที่ติดกระเป๋าอยู่ก็ลดลงจนไม่พอใช้นั่นเอง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการสะสมแคลเซียมของ ร่างกายมนุษย์นั้นเริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์มารดา โดยในแต่ละวัยร่างกายสามารถสะสมปริมาณแคลเซียมในระดับที่แตกต่างกันดังนี้

• เด็กแรกเกิด-9 ขวบ มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน

• เด็กอายุ 10 ขวบ มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 100-150 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน

• ช่วงวัยรุ่น มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 200-400 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน

• ชายและหญิงอายุ 18 ปี มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 50-100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน

• ผู้ใหญ่อายุ 30 ปี มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 0 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน ซึ่งหมายความว่าหลังจากอายุ 30 ปี ไปแล้ว ร่างกายจะไม่สะสมแคลเซียมอีกต่อไป จึงต้องมีการเติมแคลเซียมให้ร่างกายเพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูก

ความต้องการของแคลเซียม
ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการจะเปลี่ยนแปลงตามวัยและสภาวะต่างๆ ของร่างกาย

ทารก เด็ก และวัยรุ่น เป็นช่วงที่มีการสร้างกระดูกมากที่สุด ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น จึงเป็นช่วงสำคัญในการสะสมมวลกระดูกสำหรับการเจริญเติบโต และเพิ่มมวลกระดูก ให้มีปริมาณสูงสุด

วัยหนุ่มสาว ในช่วงอายุ 19-30 ปี ยังมีการสะสมมวลกระดูกอีกเล็กน้อย จึงจะถึงปริมาณสูงสุด

วัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ เป็นช่วงที่มีการดึงแคลเซียมออกจากกระดูกเพิ่มขึ้น ทำให้มวลกระดูกลดลง โดยเฉพาะผู้หญิงที่หมดประจำเดือนในช่วง 5 ปีแรก มวลกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว

หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากในขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ร่างกายมีการปรับตัวโดยการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น และดึงแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง ดังนั้นปริมาณแคลเซียมที่แนะนำในกลุ่มนี้จึงเท่ากับก่อนตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากหญิงก่อนตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักจะกินแคลเซียมในปริมาณน้อยกว่าที่แนะนำ ดังนั้นในระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตรจึงต้องกินอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้นให้เพียงพอตามที่แนะนำ เพื่อการสร้างกระดูกของทารกในครรภ์ ซึ่งจะส่งผลให้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ดี

ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้คนไทยบริโภค

แหล่งแคลเซียมที่สำคัญ
แคลเซียมที่ได้จากอาหารเป็นแคลเซียมที่ดี และคุ้มค่าที่สุดในการเสริมสร้างกระดูกและฟันเพื่อให้ได้แคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม ฉะนั้นการสร้างนิสัยการกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงทุกวันตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

สำหรับแหล่งอาหารที่ดีที่สุดของแคลเซียมนั้นได้แก่ นม ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งองค์การอนามัยโลกใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินคุณภาพของโปรตีนในอาหาร ทั้งนี้เพราะเมื่อร่างกายได้รับนม ร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีกว่าอาหารประเภทอื่น รวมทั้งสามารถดูดซึมโปรตีน จากนมไปใช้ได้มากด้วย นอกจากนี้ยังมี เต้าหู้ ผักใบเขียว ปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ที่รับประทานได้ทั้งกระดูก เช่น ปลาซิว กุ้งฝอย กะปิ ฯลฯ

ตารางต่อไปนี้ แสดงค่าปริมาณแคลเซียมในอาหาร *

* ข้อมูลจาก Bowes and Church’s Food Valves of Portions Commonly Used, 16th Edition, Lippincott และตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย กองโภชนาการ

การเสริมสร้างแคลเซียมภายในร่างกาย
นมเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแคลเซียมทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งร่างกายยังสามารถดูดซึมแคลเซียมจากนมได้ดีกว่าอาหารประเภทอื่น ดังนั้นคนทุกเพศทุกวัยควรเริ่มต้นหันมาดื่มนมเพื่อสะสมแคลเซียมเสียตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว เพราะนอกจากจะได้รับแคลเซียมซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายแล้ว การดื่มนมยังได้รับปริมาณโปรตีน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินเอ วิตามินบี2 และวิตามินบี12 ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตเช่นกัน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วการได้รับสารอาหารเพียง อย่างใดอย่างหนึ่งไม่สามารถทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดีเท่ากับการได้รับพลังงานและสารอาหารต่างๆ ในปริมาณที่สมดุล

คนบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะควบคุมระดับไขมันในร่างกายอาจหลีกเลี่ยงที่จะบริโภคนม เนื่องจากเชื่อว่ามีปริมาณไขมันสูง แต่ในปัจจุบันก็มีนมหลายชนิดให้เลือกบริโภค อาทิ นมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย ซึ่งเหมาะกับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่ต้องการควบคุมปริมาณไขมันในอาหาร โดยมีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ พบว่าคนอเมริกันอายุระหว่าง 18-70 ปี ที่บริโภคนมและผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมพร่องมันเนย นมขาดมันเนย เนยแข็ง นมเปรี้ยว โยเกิร์ตและนมสด ได้รับแคลเซียมสูงถึงร้อยละ 71 ของปริมาณแคลเซียมที่ได้รับทั้งหมด หรือเทียบเป็นระดับแคลเซียมปริมาณ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน

สำหรับคนไทยและคนเอเชียในปัจจุบันพบว่ามีปัญหาการขาดเอนไซม์แลคโตสเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่อันเป็นสาเหตุของการดื่มนมแล้วทำให้เกิดอาการ ปวดท้อง ท้องอืดหรือท้องเสียภายหลังการดื่มนม เนื่องจากน้ำตาลแลคโตสในนมถูกย่อยได้น้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการดื่มนมครั้งละน้อยๆ และไม่ควรดื่มนมในขณะที่ท้องว่าง แต่ควรดื่มหลังอาหารเพื่อให้นมผ่านลำไส้เล็กได้ช้าลง จนกระทั่งอาการ ดังกล่าวหายไปจึงค่อยเพิ่มปริมาณนมจนได้ระดับ ที่แนะนำ

นอกจากนี้ยังควรสร้างนิสัยการดื่มนมอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยปรับชนิดของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากความบกพร่องของการย่อยน้ำตาลแลคโตส ได้ ในกรณีที่ไม่สามารถดื่มนมได้อาจรับประทานผลิตภัณฑ์นมดัดแปลงซึ่งน้ำตาลแลคโตสบางส่วนถูกย่อยแล้ว หรือมีน้ำตาลแลคโตสในปริมาณต่ำ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว เนยแข็ง ฯลฯ เพราะไม่ว่าเราจะรับประทานอาหารชนิดใดก็ไม่สามารถทดแทนการได้รับ “แคลเซียม” คุณภาพชั้นเลิศจากผลิตภัณฑ์นมได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจสุขภาพของตนเองด้วยการดื่มนมกันเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่วันนี้ ดังสโลแกนที่คุ้นหูว่า “วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง”

สำหรับคนที่ไม่สามารถดื่มนม หรืออาหารที่มีแคลเซียมได้เพียงพอ หรือผู้ป่วยที่ต้องได้รับแคลเซียมปริมาณมาก อาจมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับแคลเซียมเสริมในรูปแบบของยา

ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม
แคลเซียมที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดมีหลายรูปแบบทั้งที่เป็นเม็ด เม็ดฟู่ละลายน้ำดื่ม หรือแคปซูล ซึ่งอยู่ในรูปของเกลือแคลเซียมแบบต่างๆ ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbornate) แคลเซียมกลูโคเนต (calcium gluconate) แคลเซียมซิเตรด (calcium citrate) แคลเซียมแลคเตต (calcium lactate) และแคลเซียมฟอสเฟต (calcium phosphate) เกลือของแคลเซียมแต่ละรูปแบบนั้นจะให้แคลเซียมแก่ร่างกายในปริมาณที่ไม่เท่ากัน

• แคลเซียมคาร์บอเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 40

• แคลเซียมกลูโคเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 9

• แคลเซียมซิเตรดจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 21

• แคลเซียมฟอสเฟตจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 38

ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมจึงต้องพิจารณาปริมาณเกลือแคลเซียมว่าเป็นเกลือรูปแบบใดด้วย
     
แคลเซียม... ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่
ผู้เขียน: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
วันที่: 24 ก.พ. 2552

            สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า จากผลการศึกษาชี้ชัด ว่า การกินแคลเซียมเป็นประจำสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือเนื้องอกในระบบย่อยอาหารได้
       
            นักวิจัยซึ่งเผยผลการศึกษาในอาไคว์ฟออฟอินเทอร์นัลเมดิซีนเผยว่า การกินอาหารประจำวันและกินแคลเซียมของชายและหญิงมีความเกี่ยวพันกับมะเร็งในระบบย่อยอาหารในทางกลับกัน
       
            โดยนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในมลรัฐแมรีแลนด์ของสหรัฐฯ เผยว่า ผู้หญิงที่กินแคลเซียมมากที่สุด คือราว 1,881 มิลลิกรัมต่อวัน มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลดลง 23 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่กินน้อยที่สุดคือราว 494 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ผู้ชายที่กินแคลเซียมมากที่สุดราว 1,530 มิลลิกรัมต่อวัน มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลดลง 16 เปอร์เซ็นต์
       
            ยิกยุง ปาร์ก นักวิจัยและเพื่อนร่วมทีมได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ชาย 293,907 คน และผู้หญิง 198,903 คน อายุระหว่าง 50-71 ปีที่มาเข้าร่วมการศึกษาของสถาบันโภชนาการและสุขภาพระหว่างปี 1995-1996 โดยกลุ่มคนเหล่านี้ได้กรอกข้อมูลเกี่ยวกับอาหารและรายงานความถี่ของการบริโภคผลิตภัณฑ์ประจำวันและอาหารอย่างอื่น โดยการติดตาม 7 ปีต่อมาพบว่าผู้ชายเป็นมะเร็ง 36,965 คน ผู้หญิง 16,605 คน
       
            โดยประวัติของพวกเขาจะถูกจับคู่กับการบันทึกสถานะของโรคมะเร็งที่จะแจกแจงมะเร็งกรณีใหม่ๆ ในช่วงปี 2003 ซึ่งอย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างการกินแคลเซียมมากขึ้นและการลดลงของมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านม
       
            โดยสรุปแล้ว ผลวินิจฉัยของเราชี้ว่า การกินแคลเซียมซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับการลดอัตราเสียงในการเป็นมะเร็งในผู้หญิง และมะเร็งในระบบย่อยอาหารด้วย โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งในชายและหญิง นักวิจัยกล่าว

ที่มาของข้อมูล : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552

ไลซีน ( Lysine )

อาหารเสริมไลซีนที่จะกล่าวถึง เป็นส่วนประกอบของโปรตีนที่เป็นส่วนหนึ่งของสารอาหาร ไลซีนตัวนี้ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ต้องกินเข้าไปจึงจะได้รับ จึงจัดว่าเป็นอาหารที่จำเป็นตัวหนึ่ง ผู้ที่รับประทานผักอาจจะได้รับไลซีนไม่เพียงพอ หน้าที่ของไลซีนที่มีต่อร่างกายมีมากมายที่ สำคัญสามารถจัดได้เป็น 4 ระบบด้วยกัน

1.ระบบโครงสร้าง

ไลซีน จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็นตามข้อทั่วร่างกายแข็งแรง กล้ามเนื้อนั้นจะมีเยื่อพังผ์ดหุ้ม ซึ่งไลซีนเป็นโครงสร้างหลักของพังผืดและคอลลาเจน หากมีอาการข้อเอ็นไม่แข็งแรงการเสริมด้วยไลซีนจะไปช่วยสร้างเอ็นให้แข็งแรง พังผ์ดที่หุ้มกล้ามเนื้อจะสมบูรณ์ขึ้น กล้ามเนื้อจะทำงานได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้ทำงานหนัก นักก๊ฬา ที่ต้องใช้ข้อมือข้อเท้าประกอบการงาน ทำให้ผิวหน้าตึงเนื่องจากมีคอลลาเจนที่สมบูรณ์ การเกิดบาดแผลจากสิวรอยข่วยจะเกิดการประสานได้เร็ว

2.ระบบไหลเวียนของเลือด

จะทำให้เส้นเลือดยืดหยุ่นได้ดี การบีบตัวเพื่อส่งเลือไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ โดดยเฉพาะสมอง ตา ซึ่งอยู่เหนือหัวใจ ถ้าการปั๊มเลือไม่แรงพอ เลือดจะหล่อเลี้ยงได้ไม่ดี ทำให้มีอาการหน้ามือ เวียนศรีษะ ตามัว สารอาหารที่เรียกว่าโคเลสเตอรอล อาจจะตกตะกอนเกาะเส้นเลือ ทำให้เป็นโรคหัวใจได้ นอกจากนี้ยังพบว่า ไลซีน ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ลดลง

3. ระบบภูมิคุ้มกัน

ไลซีน เป็นหน่วยของสารอาหารที่ช่วยสร้างโปรตีน ที่เรียกว่า ภูมิต้านทาน หากขาดสารตัวใดตัวหนึ่ง การสร้างโปรตีนก็จะไม่สำเร็จ ในการทำงานของวิตามินบางตัว ที่ช่วยในการสร้างโปรตีนนั้น ต้องใช้ไลซีนเป็นองค์ประกอบ ดังนั้น ไลซีน ช่วยทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย

4. ระบบสืบพันธุ์

การทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทั้งชาย และหญิง มีต่อมใต้สมองเป็นตัวควบคุมโฮโมนเพศ ไลซีนทำให้ระบบอวัยวะเพศดีขึ้นตามธรรมชาติ

จะเห็นว่า ไลซีน เป็นสารอาหารที่นำพาชีวิตให้มีความสุขภาพดี มีความสุข ช่วยในการรักษาอาการต่างๆ ให้กับร่างกาย

ที่มา : บทความจากนิตยสารสุขภาพ

แคลซีลีน คือ แคลเซียมผสมไลซีน จากงานวิจัยระดับโลก   ราคา 850 บาท
                                 ดูแลร่างกายปกป้องความเสี่ยงจากโรคร้าย
   
                                                            

                                                     

        ทะเบียนพาณิชย์อีเลคทรอนิคส์ เลขที่  3500700033173   www.tmd.go.th       www.weredhome.com/       http://www.rakdang.com/     www.watchomlhiri.com   http://thaitvnews2.blogspot.com/2011/05/blog-post_6097.html       

Copyright (c) 2009 by dcmbusiness.com              084-150-7209 , 086-428-8613     vitcm1@gmail.com